<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เว็บนายสยาม - สบาย สบาย กับ นายสยาม &#187; รักสุขภาพ</title>
	<atom:link href="http://www.9siam.com/category/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.9siam.com</link>
	<description>คุยเรื่อยเปื่อยกับนายสยาม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 20 Jul 2010 13:52:11 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>เหงื่อของผู้ชาย เจ๋งกว่าน้ำหอม ทำให้สาวรักสาวหลงได้จริงมั้ย?</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8b%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8b%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Dec 2009 14:26:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/?p=28406</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าจะคิดแบบเปรียบเทียบง่ายๆ มันก็จริงอยู่เพราะหนุ่มๆ สมัยดึกดำบรรพ์ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้อะไรมาเพิ่มกลิ่นกายให้หอม แต่ทำไม๊ ทำไม สาวๆ ถึงได้รุมตอมกันเป็นพรวน และนี่ได้กลายเป็นข้อสงสัยแห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ ได้ศึกษาสารเคมีที่มีอยู่ตามธรรมชาติในเหงื่อว่า มีอิทธิพลต่อเพศตรงข้ามอย่างไรบ้าง?

ผลลัพท์ที่ออกมาสามารถยืนยันฤทธิ์พิศวาสของเหงื่อได้จริง โดยเฉพาะกับสาวๆ อายุระหว่าง 18-22 ปี ที่มีผลตอบรับว่า มีกลิ่นหอมดีเหมือนผ้าอ้อมเด็ก ในขณะที่สาวๆ ที่มาอายุน้อยหรือมากกว่านี้ ไม่แสดงอาการตอบรับสารพิเศษในเหงื่อเพศตรงข้าม แต่ขณะเเดียวกันก็ไม่ได้แสดงอาการต่อต้านหรือปฏิเสธใดๆ ในทางลบออกมา
เหล่านักวิจัยเรื่องเสน่ห์จากเหงื่อดังกล่าวเน้นว่า ปัจจุบันคนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นัก ทั้งๆ ที่มันเป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีติดตัวตามธรรมชาติ แต่เหงื่ออันทรงเสน่ห์ดังกล่าว ไม่ใช่เหงื่อที่เกิดจากการออกกำลังกายท่วมตัวจนเหม็น แต่เป็นของเหลวซึ่งร่างกายขับของเสียออกจากร่างกายตามการใช้ชีวิตตามปกตินี่แหละ
ที่มา : Maxim   &#8211; December 2009
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าจะคิดแบบเปรียบเทียบง่ายๆ มันก็จริงอยู่เพราะหนุ่มๆ สมัยดึกดำบรรพ์ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้อะไรมาเพิ่มกลิ่นกายให้หอม แต่ทำไม๊ ทำไม สาวๆ ถึงได้รุมตอมกันเป็นพรวน และนี่ได้กลายเป็นข้อสงสัยแห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ ได้ศึกษาสารเคมีที่มีอยู่ตามธรรมชาติในเหงื่อว่า มีอิทธิพลต่อเพศตรงข้ามอย่างไรบ้าง?</p>
<p><a href="http://www.9siam.com/wp-content/uploads/2009/12/fitness.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-28407" title="fitness" src="http://www.9siam.com/wp-content/uploads/2009/12/fitness-200x300.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p>ผลลัพท์ที่ออกมาสามารถยืนยันฤทธิ์พิศวาสของเหงื่อได้จริง โดยเฉพาะกับสาวๆ อายุระหว่าง 18-22 ปี ที่มีผลตอบรับว่า มีกลิ่นหอมดีเหมือนผ้าอ้อมเด็ก ในขณะที่สาวๆ ที่มาอายุน้อยหรือมากกว่านี้ ไม่แสดงอาการตอบรับสารพิเศษในเหงื่อเพศตรงข้าม แต่ขณะเเดียวกันก็ไม่ได้แสดงอาการต่อต้านหรือปฏิเสธใดๆ ในทางลบออกมา<span id="more-28406"></span></p>
<p>เหล่านักวิจัยเรื่องเสน่ห์จากเหงื่อดังกล่าวเน้นว่า ปัจจุบันคนทั่วไปไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นัก ทั้งๆ ที่มันเป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีติดตัวตามธรรมชาติ แต่เหงื่ออันทรงเสน่ห์ดังกล่าว ไม่ใช่เหงื่อที่เกิดจากการออกกำลังกายท่วมตัวจนเหม็น แต่เป็นของเหลวซึ่งร่างกายขับของเสียออกจากร่างกายตามการใช้ชีวิตตามปกตินี่แหละ</p>
<p><strong>ที่มา : Maxim   &#8211; December 2009</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8b%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พลังมหัศจรรย์เพิ่มพลังสองตัวน้อยของท่าน</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Jun 2009 14:40:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มพลังสอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a</guid>
		<description><![CDATA[ร่วมสัมผัสมหัศจรรย์การเพิ่มพลังสมองได้พร้อมเสริม ภูมิคุ้มกัน 3 ระบบ กับ “เอนฟา ทริปเปิล เฮลธิการ์ด” เพื่อพลังมหัศจรรย์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
เอนฟาโกร เอพลัส เตรียมเปิดตัว สูตร “4x ดีเอชเอ และทริปเปิลเฮลธิการ์ด” สูตรเด่นผสมดีเอชเอที่สูงที่สุด พร้อมใยอาหาร 2 ชนิด ซิงค์และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ เพื่อเพิ่มพลังสมอง พร้อมเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 3 ระบบ มาร่วมรับชมพลังมหัศจรรย์การเรียนรู้ของลูกชายของครอบครัวเทิดวงศ์
และรับฟังเคล็ดลับง่ายๆ ในการเสริมสร้างความพร้อมด้านสมอง และร่างกายเพื่อเพิ่มพลังการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของเด็กในแต่ละช่วงวัย จาก รศ. พญ. พรรณทิภา ฉัตรชาตรี หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.9siam.com/wp-content/uploads/2009/06/boy.jpg"><img src="http://www.9siam.com/wp-content/uploads/2009/06/boy-300x188.jpg" alt="boy" title="boy" width="300" height="188" class="alignleft size-medium wp-image-1821" /></a>ร่วมสัมผัสมหัศจรรย์การเพิ่มพลังสมองได้พร้อมเสริม ภูมิคุ้มกัน 3 ระบบ กับ “เอนฟา ทริปเปิล เฮลธิการ์ด” เพื่อพลังมหัศจรรย์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง<br />
เอนฟาโกร เอพลัส เตรียมเปิดตัว สูตร “4x ดีเอชเอ และทริปเปิลเฮลธิการ์ด” สูตรเด่นผสมดีเอชเอที่สูงที่สุด พร้อมใยอาหาร 2 ชนิด ซิงค์และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ เพื่อเพิ่มพลังสมอง พร้อมเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 3 ระบบ มาร่วมรับชมพลังมหัศจรรย์การเรียนรู้ของลูกชายของครอบครัวเทิดวงศ์<br />
และรับฟังเคล็ดลับง่ายๆ ในการเสริมสร้างความพร้อมด้านสมอง และร่างกายเพื่อเพิ่มพลังการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของเด็กในแต่ละช่วงวัย จาก รศ. พญ. พรรณทิภา ฉัตรชาตรี หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00-16.00 น. ณ The Funarium สนามเด็กเล่นในร่ม ซ.สุขุมวิท 26 (หลังคาร์ฟู พระราม4) </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขึ้นฉ่าย</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-2/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Dec 2008 07:51:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ขึ้นฉ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพรจีน]]></category>
		<category><![CDATA[เอียงคึ้ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/?p=387</guid>
		<description><![CDATA[ขึ้นฉ่าย 

ภาษาจีนเรียกว่า “เอียงคึ้ง” ฝรั่งเรียก “เซเลอรี” เป็นพืชผักที่หาง่ายในท้องตลาด พันธุ์จันจะมีขนาดลำต้นเล็กกว่า ขึ้นฉ่ายกินได้ทั้งแบบสดและสุก และมีสรรพคุณเป็นยาได้ในหลาย ๆ ด้าน
สรรพคุณ 
•    ขึ้นฉ่ายมีฤทธิ์เย็น รสหวานอมขม และมีสารลิโมนีน (limonene) สารซีลินีน (selinene) และสารฟทาไลเดส (phthalides) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัวของขึ้นฉ่าย      สาร 2 ตัวนี้จะกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร
•    ขึ้นฉ่ายอุดมด้วยธาตุโพแทสเซียม ซึ่งช่วยปรับระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ ช่วยให้ไตทำงานได้อย่างเต็มที่ และยังเร่งกระบวนการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย
•    ขึ้นฉ่ายมีสาร 3 เอ็น-บิวทิลฟทาไลด์ (3-n-butyl phthalide) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระงับประสาท และช่วยลดความดันเลือด
•    ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ขึ้นฉ่าย </strong><br />
<a href="http://www.9siam.com/wp-content/uploads/2008/12/450px-Snijselderij_Apium_graveolens.jpg"><img src="http://www.9siam.com/wp-content/uploads/2008/12/450px-Snijselderij_Apium_graveolens-150x150.jpg" alt="450px-Snijselderij_Apium_graveolens" title="450px-Snijselderij_Apium_graveolens" width="150" height="150" class="alignleft size-thumbnail wp-image-679" /></a><br />
ภาษาจีนเรียกว่า “<strong>เอียงคึ้ง</strong>” ฝรั่งเรียก “<strong>เซเลอรี</strong>” เป็นพืชผักที่หาง่ายในท้องตลาด พันธุ์จันจะมีขนาดลำต้นเล็กกว่า ขึ้นฉ่ายกินได้ทั้งแบบสดและสุก และมีสรรพคุณเป็นยาได้ในหลาย ๆ ด้าน<span id="more-387"></span><br />
<strong>สรรพคุณ </strong><br />
•    ขึ้นฉ่ายมีฤทธิ์เย็น รสหวานอมขม และมีสารลิโมนีน (limonene) สารซีลินีน (selinene) และสารฟทาไลเดส (phthalides) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัวของขึ้นฉ่าย      สาร 2 ตัวนี้จะกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร<br />
•    ขึ้นฉ่ายอุดมด้วยธาตุโพแทสเซียม ซึ่งช่วยปรับระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ ช่วยให้ไตทำงานได้อย่างเต็มที่ และยังเร่งกระบวนการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย<br />
•    ขึ้นฉ่ายมีสาร 3 เอ็น-บิวทิลฟทาไลด์ (3-n-butyl phthalide) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระงับประสาท และช่วยลดความดันเลือด<br />
•    ขึ้นฉ่ายมีสารที่ช่วยบรรเทาอาการปวดจากโรคเกาต์ ซึ่งมีสาเหตุจากผลึกยูริกไปเกาะอยู่ตามข้อ<br />
•    เมล็ดขึ้นฉ่ายมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาท<br />
•    ขึ้นฉ่ายมีแคลอรีต่ำมาก จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก<br />
•    เบตาแคโรทีนในขึ้นฉ่าย ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคสมองเสื่อม</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1-2/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Dec 2008 09:45:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[DEMENTIA]]></category>
		<category><![CDATA[โรคสมองเสื่อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/?p=365</guid>
		<description><![CDATA[โรคสมองเสื่อม ( DEMENTIA ) 
โรคสมองเสื่อม (DEMENTIA ) เป็นคำที่เรียกใช้กลุ่มอาการต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลง อาการที่พบได้บ่อย คือ ในด้านที่เกี่ยวกับความจำ ุ การใช้ความคิด และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ยังพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพร่วมด้วยได้ เช่น หงุดหงิดง่าย ุ เฉื่อยชา หรือเมินเฉย เป็นต้น การเสื่อมของสมองนี้ จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อ การดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านอาชีพการงาน และชีวิตส่วนตัว
โรคสมองเสื่อมไม่ใช่ภาวะปกติของคนที่มีอายุ ในบางครั้งเวลาที่เรามีอายุมากขึ้น เราอาจมีอาการหลงๆ ลืมๆ ได้บ้าง แต่อาการหลงลืมในโรคสมองเสื่อมนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างออกไป ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคสมองเสื่อม ( DEMENTIA ) </strong></p>
<p>โรคสมองเสื่อม (DEMENTIA ) เป็นคำที่เรียกใช้กลุ่มอาการต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลง อาการที่พบได้บ่อย คือ ในด้านที่เกี่ยวกับความจำ ุ การใช้ความคิด และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ยังพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพร่วมด้วยได้ เช่น หงุดหงิดง่าย ุ เฉื่อยชา หรือเมินเฉย เป็นต้น การเสื่อมของสมองนี้ จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อ การดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านอาชีพการงาน และชีวิตส่วนตัว<span id="more-365"></span></p>
<p>โรคสมองเสื่อมไม่ใช่ภาวะปกติของคนที่มีอายุ ในบางครั้งเวลาที่เรามีอายุมากขึ้น เราอาจมีอาการหลงๆ ลืมๆ ได้บ้าง แต่อาการหลงลืมในโรคสมองเสื่อมนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ อาการหลงลืมจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อยๆ และจะจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลย ไม่เพียงแต่จำรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้เท่านั้น คนที่เป็นโรคสมองเสื่อมจะจำเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลย รวมทั้งสิ่งที่ตัวเองกระทำเองลงไปด้วย และถ้าเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ คนผู้นั้นอาจจำไม่ได้ว่าใส่เสื้ออย่างไร อาบน้ำอย่างไร หรือแม้กระทั่งไม่สามารถพูดได้เป็นประโยค</p>
<p>อะไรคือสาเหตุของโรคสมองเสื่อม</p>
<p>อาการต่างๆ ของโรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โรคอัลไซเมอร์ ( Alzheimer ) นั้นเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ที่สุด คือ ประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม ส่วนโรคสมองเสื่อมจากเส้นเลือดในสมอง ( Vascular dementia ) นั้น เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยรองลงมา นอกจากนี้สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดสมองเสื่อมที่พบได้ คือ โรค Parkinson , Frontal Lobe Dementia , จาก alcohol และจาก AIDS เป็นต้น</p>
<p>ใครจะป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมได้บ้าง</p>
<p>โรคสมองเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศและทุกวัย แต่จะพบได้น้อยมากในคนที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ส่วนใหญ่แล้วมักจะพบในคนสูงอายุ แต่พึงตระหนักไว้ว่า โรคสมองเสื่อมนั้นไม่ใช่สภาวะปกติของ ผู้ที่มีอายุมาก เพียงแต่เมื่ออายุมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคได้มากขึ้น โดยคร่าวๆ นั้นประมาณ 1 ใน 1000 ของคนที่อายุน้อยกว่า 65 ปี จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ ประมาณ 1 ใน 70 ของคนที่อายุระหว่าง 65-70 ปี ุ 1 ใน 25 ของคนที่มีอายุระหว่าง 70-80 ปี และ 1 ใน 5 ของคนที่มีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมนี้ได โดยประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมนั้น มีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์ ( Alzheimer&#8217;s Disease )</p>
<p><strong>ความสำคัญในการตรวจร่างกาย</strong></p>
<p>เนื่องจากสาเหตุของโรคสมองเสื่อมนั้น มีมากมายหลายสาเหตุ ดังนั้นการพบแพทย์เพื่อรับการปรึกษา และตรวจร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้ทราบว่า เราป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมหรือไม่แล้ว ยังทำให้พอทราบได้ว่า สาเหตุนั้นมาจากอะไร ซึ่งจะมีผลต่อแนวทางการรักษาต่อไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคเกาต์</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Dec 2008 09:45:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเกาต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/?p=369</guid>
		<description><![CDATA[โรคเกาต์ 
เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ ที่มีอาการปวดข้อเรื้อรัง พบได้ไม่น้อย พบในผู้ชายมากกว่า ผู้หญิงประมาณ 9-10 เท่า ส่วนมากจะพบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงพบได้น้อย ถ้าพบมักจะเป็นหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นโรคที่มีทาง รักษาให้หายได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
อาการ 
มีอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที ข้อจะบวมและเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึง ร้อนและแดง จากนั้นผิวหนังในบริเวณที่ปวดจะลอกและคัน มักมีอาการปวดตอนกลางคืน และมักจะเป็นหลังดื่มเหล้าหรือเบียร์ (ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง) ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ในระยะแรก ๆ อาจกำเริบทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แต่ต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคเกาต์ </strong></p>
<p>เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ ที่มีอาการปวดข้อเรื้อรัง พบได้ไม่น้อย พบในผู้ชายมากกว่า ผู้หญิงประมาณ 9-10 เท่า ส่วนมากจะพบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงพบได้น้อย ถ้าพบมักจะเป็นหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นโรคที่มีทาง รักษาให้หายได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้<span id="more-369"></span></p>
<p><strong>อาการ </strong><br />
มีอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที ข้อจะบวมและเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึง ร้อนและแดง จากนั้นผิวหนังในบริเวณที่ปวดจะลอกและคัน มักมีอาการปวดตอนกลางคืน และมักจะเป็นหลังดื่มเหล้าหรือเบียร์ (ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง) ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ในระยะแรก ๆ อาจกำเริบทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แต่ต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ทุก 4-6 เดือน แล้วเป็นทุก 2-3 เดือน จนกระทั่งทุกเดือน หรือเดือนละหลายครั้งและระยะการปวดจะนานวันขึ้นเรื่อย ๆ เช่น กลายเป็น 7-14 วัน จนกระทั่งหลายสัปดาห์หรือปวดตลอดเวลา ส่วนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2-3 ข้อ (เช่น ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า นิ้วมือนิ้วเท้า) จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อ ในระยะหลัง เมื่อข้ออักเสบหลายข้อ ผู้ป่วยมักสังเกตว่ามีปุ่มก้อนขึ้นที่บริเวณที่เคยอักเสบบ่อย ๆ เช่นข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อเข่า รวมทั้งที่หูเรียกว่า ตุ่มโทฟัส (tophus/tophi) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารยูริก ปุ่มก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งแตกออกมีสารขาว ๆ คล้ายช็อล์ก หรือยาสีฟันไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรัง หายช้า ในที่สุดข้อต่าง ๆ จะค่อย ๆ พิการและใช้งานไม่ได้</p>
<p>สาเหตุ<br />
เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้มีกรดยูริกคั่งอยู่ในร่างกายมากผิดปกติ ซึ่งจะตกผลึกสะสมอยู่ตาม ข้อ ผิวหนัง ไตและอวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน และอาจมีสาเหตุจากร่างกายมีการสลายตัวของเซลล์มากเกินไป เช่น โรคทาลัสซีเมีย, มะเร็งในเม็ดเลือดขาว , การใช้ยารักษามะเร็งหรือฉายรังสี เป็นต้น หรือ อาจเกิดจากไตขับกรดยูริกได้น้อยลงเช่น ภาวะไตวาย ตะกั่วเป็นพิษ , ผลจากการใช้ยาไทอาไซด์ เป็นต้น</p>
<p>คำแนะนำ<br />
1. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ช่วยป้องกันการสะสมผลึกกรดยูริกซึ่งอาจทำให้เกิดนิ่วในไต<br />
2. ควรกินผัก ผลไม้มากขึ้น เช่น ส้ม กล้วย องุ่น ซึ่งจะช่วยให้ปัสสาวะมีภาวะเป็นด่าง และกรดยูริกถูกขับออกมากขึ้น<br />
3. ควรทานผักใบเขียวที่มีธาตุเหล็กสูง เพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่ขาดเนื่องจากการงดทานเนื้อสัตว์<br />
4. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์<br />
5. งดอาหารที่มีสารพิวรินสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ น้ำซุปเนื้อสัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลาซาร์ดีน กะปิ ซึ่งจะทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น<br />
6. ควรจำกัดอาหารที่มีไขมันสูง เพราะอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ควรงดเครื่องดื่มพวกโกโก ช็อคโกแลต ควรทานนมพร่องมันเนย<br />
7. ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการรักษาโรคนี้ เช่น แอสไพริน หรือยาขับปัสสาวะ ไทอาไซด์ อาจทำให้ร่างกายขับกรดยูริกได้น้อยลง ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยากินเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนจะใช้ยา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคมะเร็ง</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Dec 2008 02:32:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาโรคมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรคมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/?p=363</guid>
		<description><![CDATA[โรคมะเร็ง
มะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็ว และมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะ ทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการ เจริญเติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะ เรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็ง เม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น
โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย 10 อันดับแรก คือ
มะเร็งตับ 8,189 ราย
มะเร็งปอด ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคมะเร็ง</strong></p>
<p><strong>มะเร็ง </strong>คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็ว และมากกว่าปกติ <span id="more-363"></span>ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะ ทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการ เจริญเติบโตของหลอดเลือด ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดก็จะ เรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้นเช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็ง เม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น<br />
โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย 10 อันดับแรก คือ</p>
<p>มะเร็งตับ 8,189 ราย<br />
มะเร็งปอด 5,500 ราย<br />
มะเร็งลำไส้ใหญ่ 2,191 ราย<br />
มะเร็ง ช่องปาก 1,094 ราย<br />
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 1,057 ราย<br />
มะเร็งกระเพาะอาหาร 1,041 ราย<br />
มะเร็ง เม็ดเลือดขาว 891 ราย<br />
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 881 ราย<br />
มะเร็งหลังโพรงจมูก 855 ราย<br />
มะเร็งหลอดอาหาร 748 ราย<br />
โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศหญิง 10 อันดับแรก</p>
<p>มะเร็งปากมดลูก 5,462 ราย<br />
มะเร็งเต้านม 4,223 ราย<br />
มะเร็งตับ 3,679 ราย<br />
มะเร็งปอด 2,608 ราย<br />
มะเร็งลำไส้ใหญ่ 1,789 ราย<br />
มะเร็งรังไข่ 1,252 ราย<br />
มะเร็งช่องปาก 953 ราย<br />
มะเร็งต่อมธัยรอยด์ 885 ราย<br />
มะเร็งกระเพาะอาหาร 723 ราย<br />
มะเร็งคอมดลูก 703 ราย</p>
<p>สาเหตุ<br />
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทที่สำคัญ คือ<br />
1. เกิดจากสิ่งแวดล้อมหรือภายนอกร่างกาย ซึ่งปัจจุบันนี้เชื่อกันว่ามะเร็ง ส่วน ใหญ่ เกิดจากสาเหตุได้แก่<br />
สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น สารพิษจาก เชื้อรา ที่มีชื่อ อัลฟาทอกซิน (Alfatoxin) สารก่อมะเร็งที่เกิดจากการปิ้ง ย่าง พวกไฮโดคาร์บอน (Hydrocarbon) สารเคมีที่ใช้ในขบวนการถนอม อาหาร ชื่อไนโตรซามิน (Nitosamine) สีผสมอาหารที่มาจากสีย้อมผ้า<br />
รังสีเอ็กซเรย์ อุลตราไวโอเลตจากแสงแดด<br />
เชื้อไวรัส ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสฮิวแมนแพบพิลโลมา<br />
การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ<br />
จากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การสูบบุหรี่และดื่มสุรา เป็นต้น<br />
2. เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย ซึ่งมีเป็นส่วนน้อย เช่น เด็กที่มีความ พิการ มาแต่ กำเนิดมีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น การมีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องและภาวะ ทุพโภชนาการ เช่น การขาดไวตามินบางชนิด เช่น ไวตามินเอ ซี เป็นต้น จะเห็นว่า มะเร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้น มะเร็งก็น่าจะเป็นโรคที่สามารถ ป้องกันได้ เช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออื่นๆ (Hill R.P,Tannock IF,1987) ถ้าประชาชนมี ความรู้เกี่ยวกับสาร ก่อมะเร็ง และสารช่วยหรือให้เกิดมะเร็งที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้ว พยายาม หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเหล่านั้น เช่น งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงจากบริเวณ ที่มีควันบุหรี่ เป็นต้น สำหรับสาเหตุภายในร่างกายนั้นการป้องกันคงไม่ได้ผลแต่ทำให้ ทราบว่า ตนเองจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็น มะเร็งสูงหรือมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ดังนั้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับความรู้เรื่องมะเร็งต่อไป กรณีที่เป็น มะเร็ง ได้ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งจะมีการตอบสนองต่อการ รักษาค่อนข้างดี</p>
<p>อาการ<br />
1. ไม่มีอาการใดเลยในช่วงแรกขณะที่ร่างกายมีเซลล์มะเร็งเป็นจำนวนน้อย<br />
2. มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญาณอันตราย 8 ประการ ที่เป็นสัญญาณ เตือน ว่าควรไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจค้นหาโรคมะเร็ง หรือสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำ ให้มีสัญญาณ เหล่านี้ เพื่อการรักษาและแก้ไขทางการแพทย์ที่ถูกต้องก่อนที่จะกลายเป็นโรคมะเร็ง หรือเป็นมะเร็งระยะลุกลาม<br />
3. มีอาการป่วยของโรคทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่างกาย ทรุดโทรม ไม่สดชื่น และไม่แจ่มใส<br />
4. มีอาการที่บ่งบอกว่า มะเร็งอยู่ในระยะลุกลาม หรือเป็นมาก ขึ้นอยู่กับว่าเป็น มะเร็งชนิดใดและมีการกระจายของโรคอยู่ที่ส่วนใดของร่างกายที่สำคัญที่สุด ของอาการในกลุ่ม นี้ ได้แก่ อาการเจ็บปวด ที่แสนทุกข์ทรมาน</p>
<p>คำแนะนำ<br />
1. รับประทานผักตระกูลกะหล่ำให้มาก เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอคโคลี่ ฯลฯ<br />
2.รับประทานอาหารที่มีกากมากเช่น ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด และเมล็ดธัญพืชอื่นๆ<br />
3.รับประทานอาหารที่มีเบต้า- แคโรทีน และ ไวตามินเอ สูงเช่น ผัก ผลไม้สีเขียว-เหลือง<br />
4. รับประทานอาหารที่มีไวตามินซีสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่าง ๆ<br />
5. ควบคุมน้ำหนักตัว<br />
6.ไม่รับประทานอาหารที่มีราขึ้น<br />
7. ลดอาหารไขมัน<br />
8.ลดอาหารดองเค็ม อาหารปิ้ง-ย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรท- ไนไตร์ท<br />
9.ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อยปลา ปลาจ่อม ฯลฯ<br />
10.หยุดหรือลดการสูบบุหรี่<br />
11.ลดการดื่มแอลกอฮอล์<br />
12. อย่าตากแดดจัดมากเกินไป จะเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งผิวหนัง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคไต</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Dec 2008 02:29:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/?p=361</guid>
		<description><![CDATA[โรคไต 
หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่มีความผิดปกติหรือที่เรียกว่า พยาธิสภาพ เกิดที่บริเวณไต ที่พบมากได้แก่
โรคไตวายฉับพลันจากเหตุต่างๆ
โรคไตวายเรื้อรังเกิดตามหลังโรคเบาหวาน โรคไตอักเสบ หรือโรคความดันโลหิตสูง
โรคไตอักเสบเนโฟรติก
โรคไตอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันสับสน (โรคเอส.แอล.อี.)
โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
โรคถุงน้ำที่ไต (Polycystic Kidney Disease)
อาการ
ปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคไต แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ โดยจะปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำ ล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มก็ได้
ปัสสาวะเป็นฟองมาก เพราะมีalbumin หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะมีฟองขาวๆ เหมือนฟองสบู่
การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาในปัสสาวะพร้อมๆกัน เป็นข้อสัญนิฐานที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต
ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว(มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคไต </strong><br />
หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่มีความผิดปกติหรือที่เรียกว่า พยาธิสภาพ เกิดที่บริเวณไต ที่พบมากได้แก่<br />
โรคไตวายฉับพลันจากเหตุต่างๆ<span id="more-361"></span><br />
โรคไตวายเรื้อรังเกิดตามหลังโรคเบาหวาน โรคไตอักเสบ หรือโรคความดันโลหิตสูง<br />
โรคไตอักเสบเนโฟรติก<br />
โรคไตอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันสับสน (โรคเอส.แอล.อี.)<br />
โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ<br />
โรคถุงน้ำที่ไต (Polycystic Kidney Disease)</p>
<p>อาการ<br />
ปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคไต แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ โดยจะปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำ ล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มก็ได้</p>
<p>ปัสสาวะเป็นฟองมาก เพราะมีalbumin หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะมีฟองขาวๆ เหมือนฟองสบู่<br />
การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาในปัสสาวะพร้อมๆกัน เป็นข้อสัญนิฐานที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต</p>
<p>ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว(มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ ร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่นพวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น</p>
<p>การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่นการถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการผิดปกติของระบบทาง เดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและท่อทางเดินปัสสาวะ</p>
<p>การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ</p>
<p>การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็น โรคไตเป็นถุงน้ำการอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต<br />
การปวดหลัง ในกรณีที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่นและปวดหลังบิเวณไตคือบริเวณสันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย</p>
<p>อาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่บริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมากจะมีอาการบวมทั่วตัว อาจเกิดได้ในโรคไตหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย โรคไตอักเสบชนิดเนฟโฟรติค ซินโดรม (Nephrotic Syndrome)<br />
ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไต มีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นความดันโลหิต สูงอาจเป็นจากโรคไตโดยตรง หรือในระยะไตวายมากๆความดันโลหิตก็จะสูง ได้</p>
<p>ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้ หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับโรคไตก็คือ โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic renal failure) เนื่องจากปกติไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไป กระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเกิดไตวายเรื้อรังไตจะไม่สามารถ สร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีดหรือ โลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามือ เป็นลมบ่อยๆ<br />
อย่างไรก็ตามควรต้องไปพบแพทย์ ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ จึงจะพอบอกได้แน่นอนขึ้นว่าเป็นโรคไตหรือไม่</p>
<p>สาเหตุ<br />
เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital) เช่นมีไตข้างเดียวหรือไตมีขนาดไม่เท่ากัน โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็น กรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น<br />
เกิดจากการอักเสบ (Inflammation) เช่นโรคของกลุ่มเลือดฝอยของไตอักเสบ (glomerulonephritis)<br />
เกิดจากการติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคที่เรียเป็นส่วนใหญ่ เช่นกรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อ โรค) เป็นต้น<br />
เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่นจากนิ่ว ต่อมลูกหมากโต มะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น<br />
เนื้องอกของไต ซึ่งมีได้หลายชนิด</p>
<p>คำแนะนำ<br />
1. กินอาหารโปรตีนต่ำ หรืออาหารโปรตีนต่ำมากร่วมกับกรดอะมิโนจำเป็น โดยกินอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งหมายถึงโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ทุกชนิดจำนวน 0.6 กรัม ของโปรตีน / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน โดยไม่ต้องให้กรดอะมิโนจำเป็นหรือกรดคีโต (Keto Acid) เสริม เพราะอาหารโปรตีนในขนาดดังกล่าวข้างต้นให้กรดอมิโนจำเป็นในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยซึ่งมีน้ำหนักตัวเฉลี่ย ประมาณ 50-60 กิโลกรัม ควรกินอาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูงประมาณ 30-60 กรัม / วัน อาจจำกัดอาหารโปรตีนเพื่อชะลอการเสื่อมหน้าที่ของไตได้อีกวิธีหนึ่งโดยให้ผุ้ป่วยกินอาหารโปรตีนต่ำมาก (0.4 กรัม / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน) ร่วมกับกรดอะมิโนจำเป็นหรืออนุพันธ์คีโต (Keto Analog) ของกรดอะมิโนจำเป็น ในกรณีผู้ป่วยมีน้ำหนักเฉลี่ยน 50-60 กิโลกรัม ควรกินโปรตีนประมาณ 20-25 กรัม / วัน เสริมด้วยกรดอะมิโนจำเป็น หรืออนุพันธ์ครีโตของกรดอะมิโนจำเป็น 10-12 กรัม / วัน</p>
<p>2. กินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ โดยผุ้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังควรควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารแต่ละวันไม่ให้เกิน 300 มิลลิกรัม / วัน ด้วยการจำกัดอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมาก เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ทุกชนิด และนม เป็นต้น</p>
<p>3. งดกินอาหารที่มีฟอสเฟตสูง ฟอสเฟตมักพบในอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม และเมล็ดพืชต่างๆ เช่น ถั่วลิสง เม็ดทานตะวัน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดอัลมอนด์ ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว พบว่าอาหารที่มีฟอสเฟตสูง จะเร่งการเสื่อมของโรคไตวายเรื้อรังให้รุนแรงมากขึ้น และมีความรุนแรงของการมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะมากขึ้น นอกเหนือจากผลเสียต่อระบบกระดูกดังกล่าวข้างต้น</p>
<p>4. ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ไม่มีอาการบวม การกินเกลือในปริมาณไม่มากนัก โดยไม่ต้องถึงกับงดเกลือโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ควรกินเกลือเพื่อการปรุงรสเพิ่ม ผู้ป่วยที่มีอาการบวกร่วมด้วย ควรจำกัดปริมาณเกลือที่กินต่อวันให้น้อยกว่า 3 กรัมของน้ำหนักเกลือแกง (เกลือโซเดียมคลอไรด์) ต่อวัน ซึ่งทำได้โดยกินอาหารที่มีรสชาดจืด งดอาหารที่มีปริมาณเกลือมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ทำเค็ม หรือหวานเค็ม เช่น เนื้อเค็ม ปลาแห้ง กุ้งแห้ง รวมถึงหมูแฮม หมูเบคอน ไส้กรอก ปลาริวกิว หมูสวรรค์ หมูหยอง หมูแผ่น ปลาส้ม ปลาเจ่า เต้าเจี้ยว งดอาหารบรรจุกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง เนื้อกระป๋อง</p>
<p>5. ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีน้ำหนักเกินน้ำหนักจริงที่ควรเป็น (Ideal Weight for Height) ในคนปกติ ควรจำกัดปริมาณแคลอรีให้พอเพียงในแต่ละวันเท่านั้น คือ ประมาณ 30-35 กิโลแคลอรี / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคหัวใจ</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Dec 2008 01:53:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/?p=359</guid>
		<description><![CDATA[โรคหัวใจ 
ชนิดและสาเหตุของโรคหัวใจ
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ความผิดปกตินี้อาจเกิดขึ้นกับทุกส่วนของหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ หรือ ตัวห้องหัวใจเอง มีสภาพไม่สมบูรณ์
โรคลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจพิการอาจเป็นแต่กำเนิดหรือมาเป็นภายหลังได้ ที่มาเป็นภายหลังส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อคออักเสบ และไม่ได้รับการรักษา อย่างถูกต้อง ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อต้านหัวใจตัวเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ และ เกิดลิ้นหัวใจพิการ (ตีบ รั่ว) ตามมา นอกจากนั้นลิ้นหัวใจพิการยัง อาจเกิดจากการติดเชื้อที่หัวใจโดยตรง หรือเกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง โดยมากแล้วเราสามารถผ่าตัดแก้ไขได้
โรคกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติไม่ว่าจะบีบ หรือ คลายตัว กล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ เป็นต้น โรคที่พบบ่อย คือ กล้ามเนื้อหัวใจเสีย เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคหัวใจ </strong><br />
<strong>ชนิดและสาเหตุของโรคหัวใจ</strong><br />
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ความผิดปกตินี้อาจเกิดขึ้นกับทุกส่วนของหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ หรือ ตัวห้องหัวใจเอง มีสภาพไม่สมบูรณ์<span id="more-359"></span><br />
โรคลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจพิการอาจเป็นแต่กำเนิดหรือมาเป็นภายหลังได้ ที่มาเป็นภายหลังส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อคออักเสบ และไม่ได้รับการรักษา อย่างถูกต้อง ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อต้านหัวใจตัวเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ และ เกิดลิ้นหัวใจพิการ (ตีบ รั่ว) ตามมา นอกจากนั้นลิ้นหัวใจพิการยัง อาจเกิดจากการติดเชื้อที่หัวใจโดยตรง หรือเกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง โดยมากแล้วเราสามารถผ่าตัดแก้ไขได้<br />
โรคกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติไม่ว่าจะบีบ หรือ คลายตัว กล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ เป็นต้น โรคที่พบบ่อย คือ กล้ามเนื้อหัวใจเสีย เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย บางส่วน เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน เป็นต้น<br />
โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคกลุ่มเดียวกัน เพราะหลอดเลือดหัวใจจะนำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อหลอดเลือด ผิดปกติจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การทำงานจึงผิดปกติ โรคของหลอดเลือดหัวใจอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการสะสม ของไขมันที่ผนัง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบและตันในที่สุด (ไม่ใช่มีก้อนไขมันในเลือดลอย ไปอุดตัน ตามที่เข้าใจกัน)<br />
โรคเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือ แบคทีเรีย หรือ เชื้อวัณโรค โรคนี้ส่วนใหญ่รักษาได้ ยกเว้นกรณีที่มะเร็งแพร่กระจายมายังเยื่อหุ้มหัวใจ<br />
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กลุ่มนี้มีหลายชนิดมาก บางชนิดไม่เป็นอันตราย บางชนิดอันตรายมาก (ส่วนใหญ่ของกลุ่มที่ร้ายแรง มักมีความผิดปกติ ของกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดหัวใจด้วย) สาเหตุเกิดจากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติไป เช่น มีจุดกำเนิด ไฟฟ้าแปลกปลอมขึ้น หรือ เกิดทางลัด (เรียกง่ายๆว่า ไฟช็อต) ในระบบ เป็นต้น<br />
การติดเชื้อที่หัวใจ พบได้บ่อยในผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ หรือ ติดยาเสพติดชนิดฉีด โดยมากเกิดการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ซึ่งจะเป็นปัญหาในการรักษา อย่างมาก โรคหัวใจในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีลักษณะของโรคหลากหลายมาก</p>
<p>อาการ<br />
เจ็บหน้าอก<br />
1. เจ็บแน่นๆ อึดอัด บริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือ ทั้งสองด้าน (มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว) บางรายจะร้าวไป ที่แขนซ้าย หรือ ทั้งสองข้าง หรือ จุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือ ขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง<br />
2. เจ็บแหลมๆคล้ายเข็มแทง เจ็บแปล๊บๆ เจ็บจุดเดียว กดเจ็บบริเวณหน้าอก<br />
อาการหอบ เหนื่อยง่าย เวลาออกแรง<br />
ใจสั่น หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ<br />
ขาบวม เกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถ ไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างอยู่ที่ขามากขึ้น<br />
เป็นลม วูบ หมายถึง การหมดสติ หรือ เกือบหมดสติ ชั่วขณะ โดยอาจรู้สึกหน้ามืด จะเป็นลม ตาลาย มองไม่เห็นภาพชัดเจน โดยอาการเป็นอยู่ชั่วขณะ</p>
<p>คำแนะนำ<br />
1. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง<br />
2. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม<br />
3. เน้นอาหารที่มีเส้นใย (fiber)<br />
4. เลิกบุหรี่<br />
5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ<br />
6. ควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตสูง<br />
7. ทำจิตใจให้ผ่องใส</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคกระดูกพรุน</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Dec 2008 01:52:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[osteoporosis]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาโรคกระดูกพรุน]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรคกระดูกพรุน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกระดูกพรุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/?p=357</guid>
		<description><![CDATA[โรคกระดูกพรุน หรือ osteoporosis 
คือภาวะที่เนื้อกระดูกของร่างกายลดลงอย่างมาก และเป็นผลให้โครงสร้างของกระดูกไม่แข็งแรง ทำให้ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ดีเช่นเดิม โรคกระดูกพรุนเป็นโรคของผู้สูงอายุ โดยปกติร่างกายเราจะมีกระบวนสร้างและสลายกระดูก เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิน 40 ปี กระบวนสร้างจะ ไม่สามารถไล่ทันกระบวนสลายได้ นอกจากนั้น เมื่ออายุมากขึ้นการดูดซึมของทางเดินอาหาร จะเสื่อมลงทำให้ร่างกายต้องดึง สารแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ผลคือ ร่างกายต้องสูญเสียปริมาณเนื้อกระดูกมากขึ้น
ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน
- หญิงวัยหมดประจำเดือน &#8212; การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้กระดูกสลายตัวในอัตราที่เร็วขึ้น
- ผู้สูงอายุ
- ชาวเอเซียและคนผิวขาว &#8212; โรคกระดูกพรุนถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์ ตามสถิติพบว่า สองชนชาตินี้
มีโอกาสเป็นโรคได้มากกว่าคนผิวดำ
- รูปร่างเล็ก ผอม
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ
- ออกกำลังน้อยไป
- สูบบุหรี่ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคกระดูกพรุน หรือ osteoporosis </strong></p>
<p>คือภาวะที่เนื้อกระดูกของร่างกายลดลงอย่างมาก และเป็นผลให้โครงสร้างของกระดูกไม่แข็งแรง ทำให้ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ดีเช่นเดิม โรคกระดูกพรุนเป็นโรคของผู้สูงอายุ โดยปกติร่างกายเราจะมีกระบวนสร้างและสลายกระดูก เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิน 40 ปี กระบวนสร้างจะ ไม่สามารถไล่ทันกระบวนสลายได้ นอกจากนั้น เมื่ออายุมากขึ้นการดูดซึมของทางเดินอาหาร จะเสื่อมลงทำให้ร่างกายต้องดึง สารแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ผลคือ ร่างกายต้องสูญเสียปริมาณเนื้อกระดูกมากขึ้น</p>
<p>ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน</p>
<p>- หญิงวัยหมดประจำเดือน &#8212; การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้กระดูกสลายตัวในอัตราที่เร็วขึ้น</p>
<p>- ผู้สูงอายุ</p>
<p>- ชาวเอเซียและคนผิวขาว &#8212; โรคกระดูกพรุนถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์ ตามสถิติพบว่า สองชนชาตินี้<br />
มีโอกาสเป็นโรคได้มากกว่าคนผิวดำ</p>
<p>- รูปร่างเล็ก ผอม</p>
<p>- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ</p>
<p>- ออกกำลังน้อยไป</p>
<p>- สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ชา กาแฟ</p>
<p>- ใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อการสลายเซลล์กระดูก เช่น สเตียรอยด์</p>
<p>- เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ไขข้ออักเสบ โรคไต</p>
<p>- รับประทานอาหารจำพวกโปรตีนและอาหารมีกากมากเกินไป</p>
<p>- รับประทานอาหารเค็มจัด</p>
<p>อาการของโรคกระดูกพรุน</p>
<p>ระยะแรกมักไม่มีอาการ เมื่อเริ่มมีอาการแสดงว่าเป็นโรคมากแล้ว อาการสำคัญของโรค ได้แก่ ปวดตามกระดูกส่วนกลางที่รับน้ำหนัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และอาจมีอาการปวดข้อร่วมด้วย ต่อมาความสูงของลำตัวจะค่อยๆลดลง หลังจะโก่งค่อมหากหลังโก่งค่อมมากๆจะ ทำให้ปวดหลังมากเสียบุคลิก เคลื่อนไหวลำบากระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารถูกรบกวน เมื่อเป็นโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจ จะหายยาก ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ท้องอืดเฟ้อ และท้องผูกเป็นประจำ</p>
<p>โรคแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของโรคกระดูกพรุน คือ กระดูกหัก บริเวณที่พบมาก ได้แก่ กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ ซึ่งหากที่กระดูกสันหลังหัก จะทำให้เกิดอาการปวดมาก จนไม่สามารถ เคลื่อนไหว ไปไหนได้</p>
<p><strong>การป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน</strong></p>
<p>วิธีที่ดีที่สุด คือ การเสริมสร้างเนื้อกระดูกของร่างกายให้มากที่สุดตั้งแต่อายุยังน้อย อย่างไรก็ตาม คนทุกวัยควรให้ความสนใจในการป้องกันโรคกระดูกพรุนด้วยการปฏิบัติตนดังนี้<br />
<span id="more-357"></span><br />
รับประทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ตามหลักโภชนาการ<br />
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต กุ้งแห้งตัวเล็ก กุ้งฝอย<br />
ไม่รับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไป<br />
เลี่ยงอาหารเค็มจัด<br />
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการสร้างกระดูก และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง</p>
<p>การทรงตัวดี ป้องกันการหกล้มได้<br />
หลีกเลี่ยงบุหรี่ สุรา ชา กาแฟ<br />
เลี่ยงยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์<br />
ระมัดระวังตนเองไม่ให้หกล้ม<br />
การใช้ยาในการป้องกันและรักษาจะแตกต่างกันตามปัจจัยต่างๆในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น อายุ เพศ<br />
และระยะเวลาหลังการหมดประจำเดือน</p>
<p><strong>การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน </strong><br />
การวินิจฉัยโรคนี้ในระยะเริ่มแรก ทำได้โดยการตรวจความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องวัดความหนาแน่น ของกระดูก (BoneDensitometer) การตรวจนี้เป็นการตรวจโดยใช้แสงเอกซเรย์ที่มีปริมาณน้อยมากส่องตามจุดต่างๆ ที่ต้องการตรวจแล้วใช้คอมพิวเตอร ์คำนวณหาค่าความหนาแน่น ของกระดูกบริเวณต่างๆเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน สตรีอายุ 40 ปี ขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางรายที่มีความเสี่ยง ได้แก่ รูปร่างผอม ดื่มเหล้า กาแฟ สูบบุหรี่ ทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อย ไม่ออกกำลังเป็นประจำ หรือ รับประทานยาสเตียรอยด์ ควรเข้ารับการตรวจความหนาแน่น ของกระดูกเป็นประจำทุกปี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคกระเพาะ</title>
		<link>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Dec 2008 01:52:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>นายสยาม</dc:creator>
				<category><![CDATA[รักสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาโรคกระเพาะ]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรคกระเพาะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกระเพาะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.9siam.com/?p=351</guid>
		<description><![CDATA[โรคกระเพาะเป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่ง บางท่านอาจเรียกโรคกระเพาะอาหาร เพราะอาการปวดท้องที่เป็นมักสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร ความหมายของโรคกระเพาะนั้น โดยทั่วไปหมายถึงโรคแผลในกระเพาะอาหาร แต่ที่จริงแล้วโรคกระเพาะยังหมายรวมถึงโรคแผลที่ลำไส้เล็ก, โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และโรคลำไส้อักเสบอีกด้วย
สาเหตุของโรคกระเพาะอาหารนั้นมีมากมาย ซึ่งแต่ละสาเหตุจะทำให้เกิดภาวะที่มีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป เช่นการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา การรับประทานยาแก้ปวดจำพวก Aspirin ในขณะท้องว่าง การรับประทานยาแก้อักเสบหรือแก้ปวดจำพวกยาที่ใช้กันในโรคกระดูกและข้อ การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการตรวจพบว่ามี bacteria ชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของคนเราได้ bacteria ตัวนี้พบว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้
อาการโรคกระเพาะที่พบบ่อยคือ มีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ แต่บางคนอาจมีอาการแน่นท้องบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ผลข้างเคียงของโรคกระเพาะที่มีอันตราย ได้แก่ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ และกระเพาะอาหารที่เป็นแผลทะลุทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงได้
ในกรณีที่ท่านมีอาการปวดท้องและสงสัยว่าจะเป็นโรคกระเพาะ ท่านควรรับคำปรึกษาจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากสาเหตุของการปวดท้องมีมากมาย หากยังไม่มีความแน่ใจ ท่านควรไปพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์จะซักประวัติของท่านอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น มีการตรวจร่างกายเพื่อว่าจะหาสาเหตุที่แท้จริง ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคกระเพาะเป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่ง </strong>บางท่านอาจเรียกโรคกระเพาะอาหาร เพราะอาการปวดท้องที่เป็นมักสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร ความหมายของโรคกระเพาะนั้น โดยทั่วไปหมายถึงโรคแผลในกระเพาะอาหาร <span id="more-351"></span>แต่ที่จริงแล้วโรคกระเพาะยังหมายรวมถึงโรคแผลที่ลำไส้เล็ก, โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และโรคลำไส้อักเสบอีกด้วย<br />
สาเหตุของโรคกระเพาะอาหารนั้นมีมากมาย ซึ่งแต่ละสาเหตุจะทำให้เกิดภาวะที่มีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป เช่นการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา การรับประทานยาแก้ปวดจำพวก Aspirin ในขณะท้องว่าง การรับประทานยาแก้อักเสบหรือแก้ปวดจำพวกยาที่ใช้กันในโรคกระดูกและข้อ การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการตรวจพบว่ามี bacteria ชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของคนเราได้ bacteria ตัวนี้พบว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะได้</p>
<p>อาการโรคกระเพาะที่พบบ่อยคือ มีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ แต่บางคนอาจมีอาการแน่นท้องบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ผลข้างเคียงของโรคกระเพาะที่มีอันตราย ได้แก่ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ และกระเพาะอาหารที่เป็นแผลทะลุทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงได้</p>
<p>ในกรณีที่ท่านมีอาการปวดท้องและสงสัยว่าจะเป็นโรคกระเพาะ ท่านควรรับคำปรึกษาจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากสาเหตุของการปวดท้องมีมากมาย หากยังไม่มีความแน่ใจ ท่านควรไปพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์จะซักประวัติของท่านอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น มีการตรวจร่างกายเพื่อว่าจะหาสาเหตุที่แท้จริง แพทย์อาจให้การรักษาโดยให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก หรือในบางกรณีอาจมีการตรวจเพิ่มเติม โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะอาหารหนือให้กลืนแป้งแล้วเอ็กซเรย์ เพื่อดูให้เห็นร่องรอยของแผลในกระเพาะอาหารหรือในลำไส้เล็กส่วนต้น จะทำให้การวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น</p>
<p>่การรักษาที่สำคัญที่สุด ของโรคกระเพาะคือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระเพาะนั่นเอง โดยท่านต้องรับประทานให้ตามเวลา การหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา การสูบบุหรี่และการระมัดระวังการรับประทานยาที่อาจมีผลต่อการทำให้มีกรดในกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการระมัดระวังเรื่องความเครียด ความวิตกกังวล ซึ่งก็มีส่วนในการทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ด้วยเช่นกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.9siam.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->